bannera1 bannera1 bannera1
[ฉันไม่ได้บ้า-แค่อยากล้าฝัน] เมื่อพนักงานออฟฟิศ-พลิกที่ดิน 180 ตารางวา!!

[ฉันไม่ได้บ้า-แค่อยากล้าฝัน] เมื่อพนักงานออฟฟิศ-พลิกที่ดิน 180 ตารางวา!!

[ฉันไม่ได้บ้า-แค่อยากล้าฝัน] เมื่อพนักงานออฟฟิศ-พลิกที่ดิน 180 ตารางวา!!

ความสุขที่แท้จริง คือ อะไร…
อะไร คือ “คำตอบที่ถูกต้องของชีวิต”

    เมื่อ.. “ความบ้า กับ ความกล้า” ห่างกันแค่เส้นผม จากพนักงานบริษัทที่ตัดสินใจลาออก มาทำในสิ่งที่นี้  กว่า 4 เดือน ในชีวิตแบบใหม่  ในสิ่งที่สร้างมากับมือ ที่ดินรกร้าง 1 งาน กว่าๆ จึงเปลี่ยนไป…


พี่เบญจรรณ กับ พี่ศุภมงคล 

สองพนักงานเงินเดือนครึ่งแสน

    มาเริ่มเรื่องเลยดีกว่าค่ะ ตอนแรกเรากับสามีก็เป็นคนปกติ ที่ไปทำงานในบริษัทเหมือนคนอื่นๆ  เป็นบริษัทรับทำคลังสินค้าและขนส่งขนาดใหญ่ มีหลายสาขา ชื่อบริษัทเป็นภาษาอังกฤษสามตัว ขึ้นต้นด้วยตัว D (แบบว่าเดายากมากเลย)

    เราเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แผนกขนส่ง ส่วนแฟนเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์แผนกปฏิบัติการ  คนปกติจะเข้างานแปดโมงเช้า เลิกงานห้าโมงเย็น หรือถ้ามีโอทีทำก็เลิกสองทุ่ม หรือถ้าวันไหนเข้ากะดึก ก็เข้าสองทุ่ม เลิกงานตีห้า ถ้ามีโอทีทำก็เลิกแปดโมงเช้า เงินเดือนออกทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน เดือนไหนตรงวันเสาร์ อาทิตย์ ก็เลื่อนมาออกวันศุกร์ เงินเดือนสองคนรวมโอทีก็เกินครึ่งแสน บางเดือนขยันมากๆ ก็เกือบแสน เราใช้ชีวิตแบบคนปกติวนเวียนอยู่แบบนี้ห้าปี

บ้าแน่ๆ บ้าแบบกู่ไม่กลับ คนที่ห่วงที่สุด ก็คือ…

    เราเริ่มเป็นคนไม่ปกติ ตอนมาสนใจเรื่องการทำเกษตร อยากทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ หนังสือที่ซื้อก็เปลี่ยนจากหนังสือแฟชั่นหัวนอก มาเป็นนิตยสารเกษตร เคล็ดลับการปลูกผักปลูกผลไม้ การทำเกษตรอินทรีย์ การทำน้ำหมักไว้ใช้เอง และบริโภคข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตร เงินที่ซื้อกระเป๋ารองเท้าแพงๆ ก็เปลี่ยนเป็นซื้อต้นไม้ พันธ์ไม้ เมล็ดผักผลไม้มาสะสม

    และตอนที่เรากลายเป็นคนบ้า ก็คือ ตอนที่เราสองคนยื่นใบลาออกจากบริษัทเพื่อมาทำศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียง ที่จังหวัดขอนแก่น  ตอนนั้นใครได้รู้ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าเราบ้าแน่ๆ บ้าแบบกู่ไม่กลับ คนที่ห่วงที่สุด ก็คือ พ่อแม่และครอบครัว เพราะรู้ว่าพวกเราไม่เคยลำบาก เคยทำงานในห้องแอร์สบายๆ วันๆ จับแต่ปากกาเซ็นต์เอกสาร จับคอมพิวเตอร์พิมพ์รายงานนิดๆ หน่อยๆ แต่จะไปจับจอบจับเสียม จะทำได้ยังไง  มีแต่จะไปไม่รอดตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว แต่เราสองคนก็ไม่เปลี่ยนใจ เพราะความตั้งใจเกินร้อยแล้ว

ลาก่อน…ยูนิฟอร์ม

    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 วันอำลายูนิฟอร์ม เราสิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงานและการเป็นคนปกติ  คนบ้าสองคนหอบข้าวของที่มีแต่เสื้อผ้ากับต้นไม้อีกสองคันรถ กลับมาที่บ้านจังหวัดขอนแก่น  

    ครอบครัวที่มาส่งได้แต่ถอนใจที่มาเจอแต่ความแห้งแล้งกับหญ้ารกเต็มบ้าน  แต่เราตั้งใจว่าเราจะทำแล้ว เราต้องทำให้ได้ หรือถ้ามันไม่สำเร็จ ก็ยังภูมิใจที่ได้ลงมือทำ และถึงตายก็คงจะนอนตายตาหลับ 

 

    เราตั้งชื่อบ้านของเราว่า “บ้านสวนเบญจมงคล” มาจากเบญจวรรณ และศุภมงคล และมีความหมายว่า สิ่งดีๆ 5 อย่าง คือ กินดี อยู่ดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี มีความสุขดี มีชีวิตที่พอเพียง

    เงินทีเก็บหอมรอมริบไว้ที่เหลือจากซื้อที่ดินกับปลูกบ้านแล้ว ใช้มาซื้ออุปกรณ์ทำการเกษตรบางส่วน   อีกบางส่วนเอาไว้ใช้จ่ายระหว่างที่ไม่มีรายได้ เราคิดว่าช่วง 3-6 เดือนนี้ อาจจะยังไม่มีรายได้แน่ๆ จริงอยู่ที่พืชผักจะให้ผลผลิตได้ภายใน 2-3 เดือน     แต่ไม่มีอะไรมารับประกัน ว่าผักเราจะโตหรือเปล่า จะแล้งตายมั้ย จะรอดมั้ย เพราะฉะนั้น วางแผนให้รัดกุมไว้จะดีกว่า

วางแผน

    เราเริ่มวางแผนว่าจะทำอะไรได้บ้าง ในพื้นที่ 180 ตารางวา ปลูกบ้านไปแล้วประมาณ 120 ตารางเมตร อย่างแรกเลย คือ ต้องหาแหล่งน้ำ หมู่บ้านที่เรามาอยู่ มีหนองที่ใหญ่มาก มีพื้นที่ 700 กว่าไร่ แต่ที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองมากก็คือ เราไม่มีน้ำอาบค่ะ ท่านผู้ชม

    บ้านเราอยู่ไกลที่สุดในหมู่บ้าน แรงดันน้ำมาไม่ถึง จะได้ใช้น้ำทีต้องมาเปิดไว้ตอนตี 2 ตี3 ที่ชาวบ้านเขาหลับนอนกันหมดแล้ว แต่ถึงยังงั้นก็ตาม เปิดไว้ยันเช้า น้ำยังได้ไม่ถึงถัง เรื่องความสะอาดก็หายห่วง เพราะท่านจะได้ของแถมเป็นเศษสนิมบ้าง กลิ่นจอกแหนเน่า เคล้ามาเบาๆ

    สระผมแต่ละที มีรากผักตบมาด้วย ยิ่งกว่าในหนังผีซะอีก  เราก็เลยคุยกับแฟนว่า เราควรจะมีแหล่งน้ำเป็นของตัวเอง พื้นที่น้อยๆ แบบเรา การเจาะน้ำบาดาลก็เป็นวิธีที่ดีและง่ายที่สุด

    เราเสียค่าเจาะไป 12,000 บวกปั๊มน้ำ บวกถัง และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 30,000 บาท จะทำเกษตรต้องมีทุนด้วยนะคะ แต่ถ้าบ้านใครระบบน้ำโอเคแล้ว ก็ประหยัดตรงนี้ไปได้เยอะเลย เพราะรายจ่ายหลักๆ ที่เรามาทำสวน ก็มีแค่ค่าเจาะบาดาลนี่ล่ะ ที่หนักที่สุด

รายจ่ายที่มากที่มนุษย์โลก คือ เรื่องกิน

    ขั้นตอนต่อไป หลังจากที่เรายอมจำนนว่า.. เราจะเป็นคนบ้าแล้ว คือ เราจะไม่มีเงินเดือนกิน  เราต้องหาทางลดรายจ่ายของตัวเองก่อน รายจ่ายที่มากที่สุดของมนุษย์โลก คือ เรื่องกิน

    โดยเฉพาะเรากับแฟน ที่เห็นเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่มาตลอดชีวิต  เราต้องหาทางลดรายจ่ายจากการกินของเรา  ช่วงนั้นเราลาพักร้อนกลับมาก่อน เป็นช่วงงานเกษตรที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นพอดี เห็นน้องนักศึกษาเอาลูกปลาหมอแปลงเพศมาขาย ถุงละ 100 บาท มีถุงละ 30-50 ตัว ก็เลยอุดหนุนมา 5 ถุง

      เลยลงทุนซื้อพลาสติกปูพื้นบ่อมาอีกหนึ่งม้วน ราคา 1,050 บาท  ,กว้าง 3.6 หลา ยาว 40 หลา เมตร , หนา 0.12 มิล จำพลาสติกผืนนี้ไว้ให้ดี โคตะระสารพัดประโยชน์เลยจะบอกให้

      อุปกรณ์ครบแล้ว แล้วบ่อล่ะ หันมามองหน้ากันสองคน แฟนไม่ว่าง ทำห้องครัวอยู่  คงต้องเป็นนางเอกอย่างเราซินะ ที่ต้องออกโรง จัดไปค่ะ เปลี่ยนจากจับปากกา มาจับจอบเสียบของแท้เลย  ทุกอย่างควรมีการออกแบบและวางแผนก่อนนะคะ เผื่อผลประโยชน์ของท่านเอง เพราะถ้าไม่วางแผนก่อน วัสดุไม่พอขึ้นมา ปัญหาตามมาอีกยาวเลยค่ะ

     หลังจากทำบ่อปลาหมอแล้ว พลาสติกปูพื้น เหลือเยอะและพอจะมีพื้นที่เหลือ ก็เลยทำบ่อปลาดุก เพิ่มอีกบ่อ ขนาดใกล้เคียงกันคือ 2 เมตร x 3 เมตร ใส่ปลาดุกลงไป ประมาณ 200 ตัว และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ข้างบ่อก็ปลูกยี่หร่าไปด้วย ปลาดุกโตก็ผัดเผ็ดได้เลย เราไม่กินปลาดุก แต่แฟนกินค่ะ

มีไข่กิน ไม่อดตายแล้ว

     มีปลาแล้วก็ต้องมีไข่ เราซื้อไก่ไข่ เป็ดไข่ มาเลี้ยงอย่างละ 15 ตัว เป็นไก่สาว เป็ดสาว เพราะไม่เคยมีประสบการณ์กับการเลี้ยงอะไรพวกนี้ เราต้องเอาที่มันแข็งแรงและพร้อมไว้ก่อน จะได้ไม่เสียกำลังใจ และถ้าเราจะทำอะไร ไม่ควรให้ไปรบกวนคนอื่น เราก็เลยทำเล้าไก่ให้แน่นหนา เผื่อไก่ไม่รักดี ไปกินผักกินหญ้าของคนอื่น จะได้ไม่มีปัญหากัน

ปลูกผักที่ตัวเองชอบกิน

    จากนั้นก็เริ่มวางแผนปลูกผักที่ตัวเองชอบกินก่อน เราชอบกินผัดไข่ใส่บวบ ก็เลยต้องมีค้างบวบ แต่คิดกันว่าถ้าตั้งใจจะทำให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ก็ควรทำให้คนอื่นสนใจและอยากมาเรียนรู้จริงๆ ค้างบวบก็เลยได้ชื่อใหม่ ว่าอุโมงค์พันร้าน คือ มีผักสารพัดชนิดที่พันขึ้นร้านนี้ได้

    ที่เลือกใช้ PVC เพราะมันเหลือจากการต่อท่อประปาตั้งแต่ตอนที่เรายังใช้ประปาหมู่บ้าน พอเราใช้บาดาลของตัวเอง ก็เลยเหลือเยอะมาก บางท่อก็แตกนิดๆ หน่อยๆ จะเอาไปทิ้งก็เสียดาย เอามาทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า และข้อดีที่ใช้ท่อ PVC ทำค้างผักเลื้อย คือทำได้ง่าย และทนด้วยค่ะ ไม่ผุพังบ่อยเหมือนไม้ไผ่

    แต่เราเสริมไม้ไผ่ด้วย เพราะไม่อยากใช้ PVC เยอะมากเกินไป ถ้าไม้ไผ่ผุ ก็ค่อยเอาอันใหม่มาเสริม พยายามหาทางลดขั้นตอนการทำงานให้เยอะๆ แล้วเราจะทำงานได้ง่ายขึ้นค่ะ ขอบคุณการทำงานบริษัท ที่ทำให้เราวางแผนเป็น ไม่อย่างนั้นเราคงทำไปเรื่อยๆ และก็คงเจ๊งไปเรื่อยๆ

วิตามิน จากดิน

     หลังจากที่อาหารพวกโปรตีนแล้ว คนเราก็ต้องการวิตามินและแร่ธาตุ  ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลค่ะ ผักปลอดสารของเรานี่แหละช่วยได้  เราเริ่มปลูกผักที่ตัวเองชอบกิน เพราะถ้าไม่ชอบ ปลูกไปก็เปลืองพื้นที่เปล่าๆ  มีชะอม ไว้ชุบไข่ทอด ผักที่ขาดไม่ได้คือผักสามัญประจำบ้านทั้งหลาย เช่น กระเพรา โหระพา แมงลัก ต้นหอม ผักชี  มะเขือ ผักหวานบ้าน อะไรก็ได้ที่ชอบกิน ปลูกหมด

    ตอนนี้เราต้องการความเร่งด่วน เลยต้องซื้อที่เขาชำในถุงมาปลูกก่อน   ระหว่างนี้  ก็ซื้อเมล็ดมาเพาะด้วย พอชุดแรกหมด ชุดต่อไปก็โตทันกินพอดี

    ตอนแรกเราทำระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ แต่ใช้ไปสักพักรู้สึกว่าพืชจำพวกแตง บวบ ฟัก ไม่ค่อยชอบสปริงเกอร์เท่าไหร่  อาจจะเพราะน้ำไปเกาะที่ใบเยอะไป พอโดนแดดแรงๆ ก็เลยทำให้ใบเหี่ยวและทยอยล้มหายตายจากไปทีละต้น

    เราก็เลยต้องปรับแผนให้ ใช้สปริงเกอร์เฉพาะผักกินใบ ส่วนพวกผักเลื้อยในอุโมงค์เอาบัวรดน้ำ ไปรดทีละต้น หลังจากนั้น มันก็อยู่รอดปลอดภัยดี จนเริ่มได้เก็บลูก


Advertisements

สวนสมุนไพร กับ พืชโบราณ

    ตั้งใจเป็นพิเศษ คือ อยากทำสวนสมุนไพรกับพืชโบราณ ก็มีผักเม็ก ผักติ้ว ผักสัง(มะสัง) ขมิ้นเหลือง ขมิ้นขาว ไพล ขิง กระชาย กระเจียว มะตูมซาอุ

   ผักพวกนี้เหมือนจะไม่มีใครกินและไม่มีใครปลูก แต่พอมีลาบหมู ลาบไก่ เป็นต้องคิดถึงบ้านนี้ทุกที เด็ดกันจนหัวโกร๋น แถมมาชมด้วย ว่ามาอยู่แค่ไม่กี่เดือน มีผักกินเยอะแยะ จะดีใจดีมั้ยเนี่ย อยากจะถามเหมือนกันว่าลุงป้าอยู่มาตั้งนานแล้ว ทำไมไม่ปลูกกินเอง (แต่ไม่กล้าถามหรอก คิดในใจ 555)

หาพลังงานทดแทน

   อาหารหลักเกือบครบแล้ว  แต่ปัญหาคือ เรายังไม่มีพลังงานทดแทนใช้เลย  แฟนมองถึงอนาคตข้างหน้าว่าถ้าผักเยอะ พวกแมลง หนอน ต้องเยอะแน่ๆ ก็เลยตั้งใจจะทำน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้เอง และจะได้ถ่านมาไว้ใช้ด้วย 

    ไปซื้อถังขนาด 200 ลิตร มาหนึ่งใบ ราคา 500 บาท มีท่อใยหินเหลือจากทำห้องน้ำพอดี ประหยัดไปได้อีก ตั้งใจทำแบบแนวนอน เพราะเขาบอกว่าเอาถ่านออกมาง่ายและเรียงเข้าง่ายดี เรายังไม่มีประสบการณ์ ต้องทำแบบง่ายๆ ก่อน

เตาแรก ผ่านไป ได้ถ่านประมาณ ครึ่งถุงปุ๋ย มัวแต่จะเอาน้ำส้มควันไม้ เลยลืมปิดเตา ถ่านเป็นขี้เถ้าหมด
เตาที่สอง ได้ถ่านหนึ่งถุง เพราะกะเวลาปิดเตายังไม่ถูก จับเวลาตามยูทูปแล้ว แต่ไม้ไม่เหมือนกัน ทำให้ตัวแปรมันต่างกัน ผลลัพธ์เลยไม่เท่ากัน
เตาที่สาม ได้ถ่านสองถุงครึ่ง กับน้ำส้มควันไม้ประมาณหนึ่งลิตร  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทฤษฎีที่เรียนมา กับภาคปฏิบัติ มันต่างกันจริงๆ ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ

เพราะพี่อยากกินเห็ด…เรื่องเลยยาว

    วันนึง เราอยากกินผัดเห็ดมาก ไปซื้อร้านค้าในหมู่บ้านก็ไม่มี ไปตลาดเทศบาลก็ไม่มี  เลยต้องพึ่งห้างในเมือง ได้มาหนึ่งแพ็ค เป็นเห็ดรวม 99 บาท เลยคิดว่า ถ้าเรามีโรงเห็ดของตัวเองด้วยน่าจะดี ไหนๆ ก็จะเพาะกินแล้ว ต้องเสียเวลาทำโรงเรือนให้มันอีก ก็น่าจะเอามาเพาะขายไปด้วย

    ว่าแล้วแฟนก็จัดการทำโรงเพาะเห็ดเลย ตอนแรกคิดว่าเห็ดขอนขาวกับเห็ดนางฟ้า เปิดดอกด้วยกันได้  แต่ไม่ได้ค่ะคุณ เพราะฉะนั้นคุณต้องทำโรงให้เห็ดนางฟ้าต่างหาก เพราะเขาต้องการอุณหภูมิที่ต่างกัน
– เห็ดขอนขาว ต้องการอุณหภูมิประมาณ 35-38 องศา ความชื้นที่ 80-90
– เห็ดนางฟ้า ต้องการอุณหภูมิประมาณ 30-35 องศา ความชื้นที่ 70-90
    และเพื่อความชัวร์ เราก็เลยต้องหาเครื่องวัดอุณหภูมิกับความชื้นมาใช้งานด้วย  อย่าคิดว่าทำเล็กๆ น้อยๆ มันไม่จำเป็นนะคะ นี่ล่ะ ตัวจำเป็นเลย เพราะจะทำให้เรารู้ว่าทำไมเห็ดไม่ออกดอก

    เราลงเห็ดขอนขาว 300 ก้อน ก้อนละ 8 บาท กับเห็ดนางฟ้าภูฏาน 200 ก้อน ก้อนละ 7 บาท ผลผลิตก็เข้าท่าค่ะ พอเหลือกินแล้วก็เก็บไปขายสนุกเลย ลุงทุนกับเห็ดไป 4 พันกว่าบาท ค่าทำโรงเรือนเสียแค่ค่าหญ้าคาคลุมหลังคาโรงเรือนเห็ดนางฟ้า จำพลาสติกปูบ่อปลาได้มั้ยคะ นั่นล่ะ เอามาทำโรงเรือนเห็ดขอนขาวได้ดีเลยล่ะ ส่วนซาแลนก็รื้อจากแปลงผัก ก็ประหยัดไปอีก

เอาของไปขาย ทำเกษตรก็ไม่อดตายแล้วนะ  

    วันแรก เอาเห็ดไปขายในหมู่บ้าน ขายดีมากค่ะ ได้ 4-500 บาท ทำเป็นถุงละ 20 บาท ใส่ 2 ขีด เท่ากับกิโลละ 100 บาทขาดตัว เด็ดใบแมงลักใส่ให้ด้วย ทำให้น่าซื้อ ลูกค้าก็ซื้อง่ายค่ะ

    วันที่สอง เห็ดออกเยอะมาก เพราะอากาศเป็นใจ ขายได้ 900 กว่าบาท ไปขายตลาดนัดด้วย ขายดีเหมือนกัน

    วันที่สาม ลูกค้ามาซื้อเห็ดที่บ้าน ออกไม่เยอะเท่าไหร่ ได้เกือบ 400

    ลูกค้าบางคนกลัวไม่ได้กิน เอาเงินมัดจำไว้เลย  บางคนไม่เคยมาเห็นบ้านเรา พอมาเจอ ตื่นตาตื่นใจมาก  ได้เวลาแฟนไปเก็บไข่ไก่พอดี ลูกค้าเลยอุดหนุนไปอีก 1 แผง 100 บาท

    วันต่อมา มาขอซื้อปลาหมอไปป่น (ตำน้ำพริก) ขายได้อีก 80 บาท (แต่ช่วงนี้มันยังเล็ก เราเลยไม่ตักไปขายค่ะ)
รายได้เริ่มมาแล้ว ทำให้เราสองคนมีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ 

    ไปรับย่าของแฟน กับโทรบอกแม่มาดูความสำเร็จ ว่ามาทำเกษตรก็ไม่อดตายแล้วนะ  แม่ตื่นเต้นมาก ไม่พูดเรื่องอยากให้เรากลับไปทำงานอีกเลย


Advertisements

     เรื่องของคนบ้ายังไม่จบนะครับ  ก็ไหนจะบ้าแล้ว ก็บ้าให้มันสุดๆ  เพื่อนๆอ่านมาถึงตรงนี้  คงยังมีหลายคำถามอยู่ในใจ  เช่น ที่พื้นเล็กๆ  ทำไม ทำได้หลายอย่างมากๆ , คงใช้เงินทุนมากมาย , มันจริงหรืองานหนักๆ พนักงานออฟฟิศจะทำได้เหรอ  งั้นเราไปตามกันต่อเลยครับ

คลิ๊กอ่านต่อ >>>> หน้า 2

………………………………………………..

เรีบยเรียงโดย เชื่องช้าแต่หนักแน่น
ลิขสิทธิ์โดย ทำเลขายของ.com
(ข้อมูลลิขสิทธ์ได้รับอนุญาตจาก คุณศุภมงคล  เลขกระโทก
เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2559 
โดยทีมงาน www.ทำเลขายของ.com )
ไม่อนุญาต “คัดลอก” รวมถึงในกรณี ที่จะใส่ลิ้งค์กลับ ก็ไม่อนุญาต เช่นกันนะครับ
อนุญาตให้ “แชร์” ได้ครับ
ขอบคุณครับ

สามารถติดตาม “บ้านสวนเบญจมงคล” ได้ที่
ข้อมูลธุริจ  

ชื่อธุรกิจ :
บ้านสวนเบญจมงคล
ชื่อเจ้าของธุรกิจ :
คุณศุภมงคล  เลขกระโทก
ที่อยู่ : บ้านสวนเบญจมงคล
79  ม.3 บ้านหนองหญ้าข้าวนก  ต.หนองแวง  อ.พระยืน  จ.ขอนแก่น
tel : 099-401-6487
Facebook : บ้านสวนเบญจมงคล (https://www.facebook.com/bansuanbenjamongkol/)

copyright

Leave a comment

E-mail ของคุณจะไม่แสดงขึ้นมาก.

*

กรอกเป็นตัวเลข * Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.