bannera1 bannera1 bannera1

7 แนวทาง ขายให้ได้ 100 ล้าน “รวย” เป็นเศรษฐีกับเขาบ้างซิหน่า…

7 แนวทาง ขายให้ได้ 100 ล้านรวย เป็นเศรษฐีกับเขาบ้างซิหน่า…

    รวย.. รวย.. รวย… ความฝันที่ใครก็อยากทำให้ได้กันทุกคน.. เมื่ออยากรวยเป็น “เศรษฐี” ก็ต้องหาเงินให้ได้มากๆ “นั่นนะซิ.. แล้วจะทำอย่างไร” สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าจะขายสินค้าอะไร แต่อยู่ที่ว่า เราจะเริ่มต้นวางแผนเส้นทางสู่ยอดขาย 100 ล้าน ได้อย่างไร ต่างหากเป็นสิ่งสำคัญ…

     “ไม่คุณจะขายอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น หมูสะเต๊ะ , ลูกชิ้นปิ้ง , ไก่ทอด , หรือ บริการตัดเสื้อผ้า ก็ตาม…”
     “หากขายให้เป็น วางเป้าหมายได้ถูกต้อง โอกาสจับเงิน 100 ล้าน ก็เป็นไปได้เหมือนกัน”

งั้นเรามาเริ่มกันเลย.. ครับ
     การขายให้ได้ 100 ล้าน ต้องขายให้ได้ “มูลค่ามากๆ หรือ ยอดขายมากๆ” หากขายได้วันละไม่กี่บาท คงยากที่จะรวยได้.. ซึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็น  “เศรษฐี” โดยส่วนใหญ่ก็ทำยอดขายต่อปี เข้าสู่ระดับ 100 ล้าน กันทั้งนั้น ด้วยวิธีการขาย กลยุทธ์การขายที่ต่างกันออกไป ซึ่งอาจพอสรุปแนวทางได้ดังนี้

1ขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “ขายส่ง”
     “ขายส่ง” หากเพื่อนๆ มุ่งมั่นที่จะขายแล้ว สรุปตัวสินค้าที่ต้องขายได้แล้ว เช่น “เสื้อผ้าเด็กอ่อน ที่สามารถป้องกันยุ่งได้” การขายให้ได้มากๆ ด้วยการขายส่งก็เป็นหนทาง ที่จะทำให้ขายได้เข้าสู่ยอดขายหลักร้อยล้านได้เช่นกัน กล่าวคือ
     ต้องวิ่งเข้าหา “ร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา” แล้วนำเสนอสินค้า ถึงข้อดีของตัวสินค้า เป็นเสื้อผ้าเด็กที่ดีอย่างไร จะต้องมีวิธีการต่างๆ ดังนี้ เช่น

    1.1 ) การนำเสนอ (presentation)
     การจะขายส่ง ด้านแรกที่เราจะต้องขายให้ได้เสียก่อน คือ “เจ้าของร้าน” ที่จะรับสินค้าของเราไปขายปลีก การอธิบายถึงข้อดีของตัวสินค้า คุณภาพของสินค้า ความน่าสนใจของตัวสินค้า เพื่อให้เจ้าของร้านยอมรับ และเชื่อถือในตัวสินค้า จึงเป็นอันดับแรกที่ต้องทำให้ได้ (การพูด , เอกสารประกอบ , การทดลองใช้สินค้า จึงเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนก่อนที่จะไปเจอสถานการณ์จริง)

    1.2 ) ข้อเสนอที่จูงใจ
    ในการขายส่ง สิ่งที่จะทำให้เหล่าบรรดา “เจ้าของร้านทั้งหลาย” มาช่วยเราขายของให้ได้นั้น ก็คือ ข้อเสนอที่จูงใจ เช่น
     –กำไรที่เขาจะได้รับ : ซึ่งต้องมีกำไรต่อชิ้นมากกว่าของเราอยู่แล้ว (เพราะเราจะเน้นการขายส่ง กำไรต่อชิ้นน้อย แต่อาศัยขายให้ได้จำนวนมากๆ นั่นเอง)
     –เครดิต : ต้องมีการให้เครดิตการค้า คือ ลงของไปก่อน เก็บเงินที่หลัง ระยะเวลา 15 วัน บ้าง , 30 วัน บ้าง แล้วจะตกลงกัน
       ในการให้เครดิต ก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบต่างๆด้วย(อ่านต่อในข้อถัดไป)

     1.3 ) การเลือกร้านค้า
     ในการเลือกร้านค้าต้อง “ดูตาม้าตาเรือ” ให้ดี เพราะจะมีผลหลายอย่างตามมา ทั้งเรื่อง ยอดขาย และ หนี้สูญ เป็นต้น ซึ่งมีข้องควรพิจารณาดังนี้
       –สภาพของร้าน : ร้านที่ดูไม่ค่อยมีสินค้า ร้านที่ดูเก่าๆ โซมๆ ถึงได้ลงสินค้า โอกาสที่ของเราจะขายได้ก็น้อยมาก ฉะนั้น จะต้องเลือกร้านที่ดูดี หรือ พอดูได้ก็ยังดี ( ก็คิดเอาง่ายๆ ถ้าเราเป็นลูกค้าเราจะเข้าร้านแบบไหน )
       –ทำเลที่ตั้งของร้าน : ร้านอยู่ในทำเลที่ดีหรือไม่ ถ้าอยู่ในทำเลที่ไม่ดีเลย ถึงลงของไป ก็ขายได้ไม่ดีอยู่ดี ของขายไม่ได้ สินค้าเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เงินจากการขายก็ไม่มี ( เช็คเด้งแน่นอน… )
       –เจ้าของร้าน : เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องสังเกตเอาเอง ไม่มีตำราสอน อยู่ที่เราต้องเรียนรู้เอา ก็เหมือนการคบ “เพื่อน” มีทั้ง “เพื่อนที่ดี” พูดตรง รักษาคำพูดเป็นหลัก คำพูดที่หนักดังขุนเขา เมื่อเขาพูดอะไรออกมาเขาต้องทำให้ได้ หากได้ลูกค้าเช่นนี้ ก็สบายใจได้เลย  แต่ในทางตรงกันข้าม หากคบกับเพื่อนที่เหลวไหล ไม่เอาถ่าน ฝากผีฝากใคร่อะไรไม่ได้ ถ้าได้ลูกค้าเช่นนี้ ก็เตรียมม้วนเสื่อได้เลย
      ฉะนั้น การขายส่ง จึงต้องมีศิลปะในการเลือกร้านค้า มีเทคนิคการนำเสนอสินค้า มีศิลปะการมองที่แตกฉาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาฝึกฝนซักระยะก็จะชำนาญไปเอง…


Advertisements

2ขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “ขายแบบแฟรนไชส์”
    การขายด้วยระบบแฟรนไชส์ ก็เป็นอีกแนวทางที่สามารถทำยอดขายให้เข้า สู่ระดับ 100 ล้าน ในเพียงระยะเวลาอันสั้นๆ  ดังที่มีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นมาแล้วหลายๆ ธุรกิจ  ซึ่งการสร้างระบบแฟรนไชส์ต้องมีสิ่งที่พึงจำไว้ให้ดีดังนี้

     2.1 ) ต้องขายดีจริง
     หากเพื่อนๆ คนไหน เลือกที่จะขายสินค้าด้วยการสร้างระบบแฟรนไชส์ ตัวเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองเสียก่อนว่า ขายได้จริงหรือไม่ , ขายได้ดีหรือไม่ , มีผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างไร , มีการกลับมาซื้อซ้ำหรือเปล่า หากขายด้วยตนเองแล้ว สามารถตอบคำถามลูกค้าได้ทุกคำถาม ก็ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าสินค้าของเราขายได้จริง

     2.2 ) ต้องมีกำไรจริง
     ขายได้แล้ว.. มีกำไรเหลือเปล่า.. คนที่จะมาซื้อแฟรนไชส์เขาก็หวังที่มีกำไร… ทำงานต้องมากมาย.. แต่ไม่เหลือเงินให้ชื่นใจ… แล้วใครจะอยากทำต่อล่ะ ดังนั้นต้องทำให้เขามีกำไรที่น่าพอใจด้วย… (บ้างแฟรนไชส์บอกว่ากำไรต่อถ้วย 20 บาท พอมาคิดกันจริงๆ เหลือไม่ถึง 5 บาท ก็มี)

    2.3 ) ต้อง support แฟรนไชส์ซี (หรือผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์กับเราไป)
     คนที่มาซื้อแฟรนไชส์ ต่างก็เป็น “มือใหม่” มาซื้อแฟรนไชส์ ด้วยเหตุที่ว่า เป็นการซื้อการลงทุนแบบสำเร็จรูป ฉะนั้น ต้องมีการอบรม , สอนเทคนิคการขาย , ข้อควรระวังต่างๆ , ระบบภาษี , ระบบบัญชี เหล่านี้ ต้องสนับสนุนให้เขาเป็นอย่างดี

     2.4 ) ต้องอย่าลืมประชาสัมพันธ์
     การประชาสัมพันธุ์นั้น ทางเจ้าของแฟรนไชส์ ต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ด้วย และต้องทำอย่างต่อเนื่อง อาจต้องมีการอัดแคมเปน , โปรโมชั่นพิเศษ ตามช่วงเทศกาล เพื่อให้ผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์ไป สามารถขายได้อย่างต่อเนื่อง

     2.5 ) ต้องรับผิดชอบ
     ในการสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ สิ่งที่ขาดไมได้เลย สำหรับเจ้าของแฟรนไชส์ คือ “ความรับผิดชอบ”แม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มี ขายแล้วขายเลย ไม่การันตีการขาย , พูดอย่างทำอีกอย่าง , “ถ้าเรารับผิดชอบในคำพูด แม้เป็นเพียงเสียงอันแผ่วเบา ก็หนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขา” ความเชื่อถือจะมีเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ…
      ฉะนั่นในการขาย 100 ล้าน ด้วยการ “ขายแบบแฟรนไชส์” จึงเป็นอีกแนวทาง ที่สามารถสร้างให้ใคร หลายๆคน รวยมาแล้ว เช่น เจ้าของ OK 20 , ลูกชิ้นจัง , หรือ หลายๆ รายทีทำสำเร็จกันมาแล้ว…

3ขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “เปิดขายแบบธุรกิจเครือข่าย”
     ในการขายอีกรูปแบบที่ทำให้ใครต่อใคร รวยมานัดต่อนัดแล้วนั้น คือ การขายแบบธุรกิจเครือข่าย เป็นการขายแบบหาลูกเครือข่าย แล้วจ่ายค่าตอบแทนเป็นลำดับขั้นไป ซึ่งจุดสำคัญของการขายแบบธุรกิจเครือข่าย มีข้อที่ควรคำนึงและข้อแตกต่างกับการขายแบบอื่นๆ มีดังนี้

    3.1 ) สินค้าเป็นแบรนด์ตัวเอง
     ส่วนใหญ่ ธุรกิจเครือข่าย จะมีขายสินค้าอุปโภคและบริโภค ที่เป็น Brand ของตัวเอง สินค้าจะต้องมีคุณภาพที่ดี หรือดีกว่าในท้องตลาด สินค้าจะมีแปลกๆ ใหม่ๆ มาอยู่เสมอ ซึ่งสินค้าเหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าท้องตลาด 2 – 3 เท่าตัว ทีเดียว , แต่ทำไมถึงขายได้ (ไปอ่านในข้อ 3.3 )

     3.2 ) ผลตอบแทนที่เป็นไปได้จริง
    การจ่ายค่าตอบแทน ให้กับ ลูกข่าย หรือ ทุกคนในบริษัท ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง จากผลกำไร ในการขายสินค้าได้จริง ลดหลั่นลงมาตามลำดับขั้น และตัดการจ่ายออกไปเป็นกลุ่มๆ เมื่อถึงกำหนดยอดของกำไร ไม่ใช่จะจ่ายกำไรไปเลยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด… (เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ต้องระวัง)

    3.3 ) ลูกข่าย เป็น ตัวจักรสำคัญ
     ลูกข่าย หรือ คนที่เป็นขายสินค้าให้กับเรา ซึ่งในธุรกิจนี้ จะเน้นการขายไปที่คนใกล้ชิด เพราะมีความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นพื้นฐาน แต่การขายแบบยัดเยียด เป็นสิ่งต้องพึงระวังให้ดี เพราะคนส่วนใหญ่จะติดภาพเชิงลบ กับ ธุรกิจขายตรงกันมาก อันที่จริงการขายสินค้าคนให้กับคนใกล้ชิดนั้นไม่ยาก คือ “ต้องขายแบบไม่จงใจที่จะขาย”

     3.4 ) ต้องจดทะเบียนธุรกิจให้ถูกต้อง
     การจดทะเบียนและขออนุญาต ทำธุรกิจเครือข่าย เป็นสิ่งต้องทำอย่างยิ่ง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท และอีกทั้งยังมีหน่วยของรัฐที่จะเข้ามาตรวจสอบธุรกิจ ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาต เป็นการการันตีธุรกิจของเราได้เป็นอย่างดี
     สำหรับการขายแบบ “ธุรกิจเครือข่าย” เป็นอีกรูปแบบที่นิยมมากในปัจจุบัน มีเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จกับการขายแบบนี้มาหลายราย เช่น แอมเวย์ , มิสทีน , เป็นต้น

4. ขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “เป็นผู้นำเข้า แต่เพียงผู้เดียว”
    การขายให้ได้ หลัก 100 ล้าน อีกแนวทางที่ทำกันเยอะ คือ การเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว เป็นเสมือนการผูกขาดตลาดเลยก็ว่าได้ เป็นการขอเป็นตัวแทนในไทย ซึ่งต้องมีข้อตกลงต่างๆ แต่ก็ข้อควรพิจารณาให้รอบด้านหลายประการ ดังนี้

    4.1 ) ต้องเลือกสินค้าให้ดี
     การที่เราจะนำสินค้าเข้ามาขาย ต้องดูว่าสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดจริงหรือไม่ มีความต้องการที่แท้จริงหรือไม่ มีสินค้าในทำนองเดียวกันขายอยู่หรือเปล่า ถ้ามี..  สินค้าที่เราจะนำเข้ามานั้น เหนือกว่าอย่างไร จะต้องพิจารณาให้ดี สินค้าที่นิยมนำเข้าขายมีมากมาย เช่น จักรยาน , กระเป๋าแบรนด์เนม , นาฬิกา หรือ แม้แต่อาหารก็มีการซื้อสิทธิ์เพื่อจำหน่ายผู้เดียวในประเทศไทย ก็มีอยู่หลายแบรนด์

     4.2 ) ตรวจสอบข้อตกลงให้ขาด
      การขอเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ด่านแรกใน คือ การขอเป็นตัวแทนจำหน่าย ก็ว่ายากแล้ว แต่ข้อตกลงในสัญญาก็มีส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณา บ้างครั้งบริษัทแม่ อาจมาการกำหนดยอดสั่งซื้อมาเลย มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการเจรจา อาจมาเรื่องผลตอบแทนรายปี , มีค่าต่อลิขสิทธิ์ ซึ่งเรานี้ล้วนเป็นต้นทุน ต้องรอบครอบให้มาก

     4.3 ) ภาษีนำเข้าเป็นต้นทุน
     การนำเข้าสินค้า มีภาระต้นทุนอีกอย่าง คือ “ภาษีนำเข้า” ซึ่งจะ Rate ราคาเสียภาษีต่างกันไป ในแต่ละประเภทสินค้า เช่น ขนแกะที่ได้จากการตัด จะเสียภาษีนำเข้า ร้อยละ 30 , ฝ้ายไม่ได้สาง ร้อยละ 5 , นาฬิกาข้อมือ 40 % , ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกก็ลองหาบริษัทรับนำเข้า เขาจะดูแลในส่วนนี้ให้

     4.4 ) รับมือกับสินค้าก็อปปี้
     ในการขายสินค้านำเข้า ปัญหา ที่ผู้ประกอบการจะเจอกันทุกคน คือ มีคนมา copy สินค้า ซึ่งต้องตระเตรียมจัดการกับปัญหานี้ให้ได้ ทั้งด้านกฎหมาย และ การจัดประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงข้อแตกต่าง อาจต้องการลงทะเบียนบาร์โค๊ดยืนยันตัวสินค้า เพื่อรับการรับประกันจากบริษัท ก็จะช่วยไขปัญหานี้ไปได้

5ขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “เปิดสาขาให้มากที่สุด”
    สำหรับการขายแบบ “เปิดสาขา” เป็นการเปิดร้านขายสินค้า ที่บริหารเองทั้งหมด จะไม่ค่อยมีตัวแทน หรือถ้ามี ก็จะมีสัดส่วนที่เป็นของบริษัทมากกว่าของตัวแทน ทั้งนี้เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพ และบริการ ให้มีคุณภาพสูงสุด ธุรกิจที่เปิดขายแบบเปิดสาขา ก็อย่างเช่น MK , Mc donald , KFC , Pizza hut , หรือ แบบไทยๆ ก็จะเป็น โชคดี ติ่มซำ ,ก๋วยเตี๋ยวหมูตำลึงนายเอก ก็ล้วนแล้วมีสาขามากๆ ทั้งนั้น

6ขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “ขายสินค้าที่มีมูลค่าสูงๆ”
    การขายสินค้าที่มีมูลค่าสูงๆ ก็สามารถทำให้หลายคนรวยเข้าขั้นระดับเศรษฐี มาแล้วหลายคน ตัวอย่างสินค้าที่มีมูลค่าสูงๆ ก็อย่างเช่น บ้าน , ที่ดิน , คอนโด , เพชร , กระเป๋าแบรนด์เนม และ อีกหลายๆ อย่าง ทั้งจะขอพูดแต่ เรื่องที่เกี่ยวอสังหาริมทรัพย์ก่อนแล้วกันครับ  
    ในการขายบ้าน เริ่มต้นธุรกิจได้หลายกรณี หลายรูปแบบขนาดธุรกิจ ดังนี้

     6.1 ) นายหน้าขายบ้าน
     การขายแบบเป็น “นายหน้าขายบ้าน” นิยมทำกันมาก เพราะด้วยเงินลงทุนที่ต่ำ ด้วยในยุคสมัยนี้ เป็นยุคแห่งคอมพิวเตอร์ การขายผ่านเน็ทมีเยอะมาก แต่สำคัญอยู่ ที่ความรู้ , ความชำนาญ , เทคนิคการขาย ,เทคนิคการพูดคุย , ระเบียบการโอน , สัญญาซื้อ-ขาย , ค่าภาษี-ค่าธรรมเนียมการโอน และการรู้จักบ้าน(คุณภาพของบ้าน) , ทำเลที่ตั้งของบ้าน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ จึงจะสามารถทำให้เราขายบ้านได้

    ซึ่งผลกำไร ในการขายบ้านก็อยู่ที่ข้อตกลง ส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 % ของ ราคาบ้าน ลองคิดเล่นดูนะครับ หากว่าบ้านราคา 5 ล้าน ค่านายหน้าจะอยู่ที่ 150,000 บาท เลยที่เดียว นี่ถ้ามีบ้านทำเลดี สวยโดนใจคนซื้อ ยอดขายต้องเป็นไปได้ด้วยดี

    บ้างครั้ง ถ้ารู้จักพลิกแพลงการขาย บวกราคาขายไปอีกหน่อย กำไรก็จะมากขึ้นได้อีก ทั้งนี้อยู่ที่ ความรู้ ความชำนาญ การฝึกฝน ซึ่งปัจจุบันก็มีสถาบันอบรมอยู่หลายที

    6.2 ) renovate บ้านมือสอง
     เป็น การซื้อบ้านเก่า ตั้งอยู่ทำเลดี เข้าออกได้สะดวก แต่สภาพเก่าและทรุดโทรม ที่ยังสามารถใช้การได้ และโครงสร้างบ้านยังดึอยู่ ซึ่งมีหลายคนทำธุรกิจด้วยวิธีนี้ จากบ้านเก่าๆ ทรุดโทรม กลับกลายเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น ที่ไม่เหมือนใคร สร้างผลกำไรได้กว่า 30 – 50 % เลยทีเดียว

    6.3 ) สร้างหมู่บ้านขาย
     การขายในลักษณะนี้ คงต้องเริ่มจากโครงการเล็กๆก่อน อาจมีที่ดินอยู่ในมืออยู่แล้ว ผู้เขียนเคยเห็น โครงการหนึ่งสร้างเพียง 6 หลัง เท่านั้นเอง ขายแต่คนที่รู้จักกันก็หมดตั้งแต่ยังไม่สร้างด้วยซ้ำ เจ้าของโครงการสร้างไป เก็บเงินเป็นงวดไปจากผู้ซื้อ กรณีอย่างนี้ ต้องรู้ใจไว้ใจกันนะครับ หากทางที่ดีต้องเอาเข้าแบงค์ให้หมดจะแน่นอนกว่า จะได้ไม่มีปัญหาสภาพคล่องตามมาทีหลัง


Advertisements

7. ขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “พึ่งพิงผู้ยิ่งใหญ่”
    การขายให้ได้ 100 ล้าน ด้วยการ “พึ่งพิงผู้ยิ่งใหญ่” ผู้เขียนไม่อยากจะเล่าให้ฟังเลยในตอนนี้เลย เพราะมีเคสที่โด่งดัง จากการจะนำสินค้าเข้าไปขายกับผู้ยิ่งใหญ่ แล้วมีปัญหากัน ซึ่งปัญหานี้มันมี “นัยยะแอบแฝงกันทั้งสอง” เอาล่ะว่ากันพอรู้ความก็แล้วกันครับ

    7.1 ) การขายที่บอกว่าพึ่งพิงผู้ยิ่งใหญ่ ก็คือ บรรดาพวก “ร้านสะดวกซื้อมากสาขา” ทั้ง 7-eleven , family shop , Lawson ที่เขามีสาขาจำนวนมาก ในช่วงสมัยก่อน ที่ร้านเขายังไม่มีสาขามาก การนำสินค้าไปเสนอขาย คนที่ไปเสนอขาย ถ้าสินค้าไอเดียดี มีแนวโน้วที่จะขายได้ดี  มักจะไดรับการพิจารณา แต่ปัจจุบัน ร้านสะดวกบ้างยี่ห้อ เขามีการทำ Housing Brand คือ มีการผลิตสินค้าในแบรนด์ของเขาเองเลย เรียกว่า มีโรงงานผลิต มีทีมวิจัยส่วนตัว
    หากเพื่อนคนไหนสนใจ การขายแนวนี้ แนะนำว่า ควรสำรวจสินค้าของเจ้าถิ่นเขาก่อน ว่ามีสินค้าตรงกับของเราหรือเปล่า หากมี แล้วสินค้าเราไอเดียดี ก็ควรพึ่งสวอนไว้ว่า ใครก็ทำขายได้เช่นกัน
    แนะนำว่า ลองมองหา “ผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ” ต่อไป..

    7.2 ) ยังมี “ผู้ยิ่งใหญ่อีกประเภทที่น่าสนใจ” คือ โมเดิร์นเทรดต่างๆ เช่น โลตัส , บิ๊กซี , ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต , Max value , วิลล่ามาเก็ต หรือ อีกหลายๆ เจ้า ล้วนต่างก็มีสาขาเป็นจำนวนมาก หากนำสินค้าของเราไปขายในห้างเรานี้ได้ ยอดขายก็จะเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ…

    สำหรับ 7 แนวทาง ขายให้ได้ 100 ล้าน เป็นเรื่องที่เพื่อนๆ ต้องพิจารณาความเหมาะสมกับธุรกิจของเพื่อนๆ เอง ด้วย ว่าควรจะขายในแนวทางไหน ถึงจะเหมาะสมที่สุด ได้ประโยชน์สูงสุด และเป็นการทำงานที่ง่ายกว่าทุกๆทาง ซึ่งบ้างที อาจใช้มากกว่า 1 แนวทาง ในการทำธุรกิจก็ได้ ทั้งนี้อยู่ที่การวางแผนตั้งแต่ก่อนเริ่มลงมือทำธุรกิจ  “หากวางแผนดี แล้วเดินตามแผนไปสู่ความสำเร็จ คำว่า รวย… เข้าขั้น 100 ล้าน ก็จะเป็นของเพื่อนๆ ทุกคน”

เขียนโดย อาซาดะ ริวอิจิ
ลิขสิทธิ์โดย ทำเลขายของ.com

copyright

Leave a comment

E-mail ของคุณจะไม่แสดงขึ้นมาก.

*

กรอกเป็นตัวเลข * Time limit is exhausted. Please reload the CAPTCHA.